จดยังไงให้จำได้ดี ด้วย Mind Mapping

จดยังไงให้จำได้ดี ด้วย Mind Mapping!

เพื่อนๆและน้องๆนักเรียนทุกคนต้องเคยได้ยินและได้ทำ Mind Mapping กันมาตั้งแต่สมัยเรียน แต่จะมีสักกี่คนที่ยังนำหลักการจดแบบนี้มาปรับใช้กับการเรียน การใช้ชีวิตในปัจจุบัน เพราะจริงๆแล้ว การจดด้วย Mind Mapping นั้นเป็นอีกหนึ่งวิธีการจดที่จะทำให้สมองของเราจดและจำเนื้อหาใน Mind Mapping นั้นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Mind Mapping หรือการทำแผนที่ความคิด เป็นวิธีการจดที่รวมทั้ง Imagination (จินตนาการ) และ Association (การเชื่อมโยง) เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยกระตุ้นระบบความจำของสมอง และช่วยให้สมองเรียกข้อมูลออกมาใช้ได้รวดเร็วมากขึ้น

สิ่งที่มีผลต่อจินตนาการ Imagination =
⁃ ประสาทสัทผัสทั้ง 5
⁃ อารมณ์ขัน
⁃ รูปภาพ
⁃ เส้น/สีสัน
⁃ จังหวะและการเคลื่อนไหว
⁃ การขยายเรื่องหรือเล่าเรื่องให้เกินจริง


สิ่งที่มีผลต่อการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ Association =
⁃ แผนผังต่างๆ
⁃ คำพูด
⁃ ตัวเลข
⁃ ลำดับ
⁃ เครื่องหมาย/สัญลักษณ์

ปกติแล้วการทำงานของสมอง แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนด้วยกัน ได้แก่
1. รับข้อมูล
สมองสามารถรับข้อมูลได้ทุกรูปแบบทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ปาก และผิวหนัง
สมองจะรับข้อมูลแบบไม่ต้องเรียงลำดับ ดังนั้นการป้อนข้อมูลเข้าไปแบบยาวๆเป็นประโยค จะเป็นการ “จำกัดความคิด” ของสมอง เพราะขัดแย้งกับธรรมชาติของสมอง
2. เก็บข้อมูล
สมองจะเก็บข้อมูลแบบกระจัดกระจาย ไม่ได้แยกเป็นหมวดหมู่
3. วิเคราะห์ข้อมูล
หน้าที่นี้จะเกิดขึ้นเมื่อ มีคำถามเกิดขึ้นมา สมองจะทำการประมวลผลโดยวิเคราะห์จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมเอาไว้
4. แสดงผล
เมื่อประมวลผลจนได้ผลลัพธ์ออกมาแล้ว สมองจะแสดงผลนั้นออกมาผ่านประสาทสัมผัสในรูปแบบต่างๆ
5. ควบคุม
สมองจะทำการควบคุมทุกอย่างทั้งร่างกาย และจิตใจของมนุษย์ เช่น สุขภาพ ฮอร์โมน ทัศนคติ สภาวะทางจิตใจ

สรุปออกมาเป็นสมการสั้นๆ ได้ว่า
ข้อมูลใหม่ + ประสบการณ์ + ข้อมูลเดิม —> ผลลัพธ์

การจดด้วย Mind Mapping มีหลักการทำงานที่สัมพันธ์กับสมอง คือหลักแนวคิดแบบกระจายออกจากศูนย์กลาง (Radiant Thinking) ทำให้เมื่อจดแบบ Mind Mapping แล้วจะทำให้สมองรับข้อมูลได้ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น

หลักการแนวคิดแบบกระจายออกจากศูนย์กลาง (Radiant Thinking) ของสมอง ที่มีความเหมือนกับหลักการจด Mind Mapping คือเวลาสมองของคนเราจะคิดแก้ปัญหา ตามธรรมชาติของสมองแล้วจะไม่คิดแก้เป็นทอดๆ แต่จะให้ปัญหานั้นเป็นจุดศูนย์กลาง แล้วคิดองค์ประกอบต่างๆที่มีความเชื่อมโยงกันแตกแยกออกมาจากจุดศูนย์กลาง (ปัญหา) นั่นเอง โดยด้วยข้อมูลและประสบการณ์ของแต่ละคนที่มี ก็จะทำให้ประเด็นและคำตอบของปัญหาที่ได้ออกมา แตกต่างกัน

โดยหลักการในการทำ Mind Mapping มีหลักการง่ายๆ 3 ขั้นตอนด้วยกันคือ
1. หากข้อมูลที่ได้รับมีหลากหลายมาก ให้หาประเด็นหลัก (Central Idea) ที่มีร่วมกันให้ได้เพียง 1 เดียว
2. หา B.O.I. Basic Ordering Idea หรือหัวข้อหลัก ที่เกี่ยวข้องกับ Central Idea นั้นๆ
3. คิดให้ลึกและลงรายละเอียด

ข้อดีของการจดแบบ Mind Mapping มีหลากหลายมาก ได้แก่
1. สามารถย่อเนื้อหาสำคัญ/ใจความหลัก ที่กระจัดกระจายอยู่ในบทเรียนหลายๆหน้า ให้อยู่ครบใน 1 หน้ากระดาษได้
2. ช่วยลดความเครียดในการอ่านหนังสือ เพราะการจดแบบ Mind Mapping จะมีทั้งการใช้เครื่องหมาย สัญลักษณ์ สีสัน ภาพวาดต่างๆ ทำให้เวลากลับมาทบทวนจะไม่เคร่งเครียดจนเกินไป
3. สามารถประยุกต์ใช้ในการท่องศัพท์ภาษาต่างๆได้ หาความเชื่อมโยงกันของศัพท์แต่ละคำ จะช่วยทำให้จดจำได้ง่ายมากขึ้น
4. ประยุกต์ใช้ในการจำสูตรวิชาต่างๆ ช่วยจำแนกหมวดหมู่ของสูตรได้ ทำให้ไม่สับสน
5. สามารถทำ Mind Mapping เพื่อช่วยในการวางแผน เปรียบเทียบ และตัดสินใจได้ เช่นการวางแผนเรียนต่อ หา B.O.I. เพื่อพิจารณาประเด็นสำคัญๆ

การทำ Mind Mapping ง่ายและมีประโยชน์ขนาดนี้ Bookpacker อยากจะให้เพื่อนๆน้องๆได้ทดลองทำกันดู แล้วจะพบว่า การจดจำบทเรียนมันง่ายและสนุกขึ้นอีกมาก หากใครกลัวว่าทำใส่กระดาษแล้วจะกระจัดกระจายเมื่อต้องการทำการทบทวน Lecture Book ของทางร้านเราก็มีฟังก์ชั่น Mind Mapping ในเล่มกว่า 10 หน้า ให้เพื่อนๆน้องๆได้สรุปเนื้อหาการเรียน และทำการทบทวนได้เลยในเล่มเดียว

ใครทำ Mind Mapping สวยๆแล้วอยากแบ่งปันให้เพื่อนๆได้ชม สามารถ tag ทางร้านหรือส่งมาหลังไมค์ได้นะครับ 🙂

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *