ทำไมสมองของเราถึงชอบเป้าหมายระยะสั้นนัก?

Why our brains like Short-Term goals?

ทำไมสมองของเราถึงชอบเป้าหมายระยะสั้นนัก?

หลายๆคนคงเคยตั้ง New Year’s Resolutions กันใช่ไหมครับ แต่หลายครั้งเมื่อเวลาผ่านไป เรากลับพบว่าเป้าหมายเหล่านั้นมีเพียงไม่กี่ข้อ หรือยิ่งกว่านั้นคือไม่มีข้อไหนเลยที่สำเร็จเป็นเพราะอะไรทำไมการตั้งเป้าหมายระยะยาวเพียงอย่างเดียวถึงไม่ช่วยให้เราไปถึงจุดนั้นได้ วันนี้ Bookpacker ขอมาเล่าให้ฟังในเรื่องนี้กันนะครับ

การทำเป้าหมายให้สำหรับไม่เป็นเพียงแค่การมีวินัยและทำงานให้หนักเพียงเท่านั้น ความจริงแล้วมันเกี่ยวกับเรื่องจิตวิทยาด้วยต่างหาก ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับสมองของเราเลย

ยิ่งเราทำเป้าหมายสำเร็จบ่อยแค่ไหน สมองของเราก็จะจำข้อมูลความสำเร็จนั้นๆและสั่งการให้คุณทำ task ต่อไปให้ดีได้เช่นกัน เพราะว่าทุกครั้งที่เราทำอะไรสำเร็จ สมองจะหลั่งฮอร์โมนโดปามีน (Dopamine)” ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เป็นสัญลักษณ์ของการให้รางวัลกับตัวเอง ฮอร์โมนตัวนี้ Bookpacker ก็เคยหยิบยกมาพูดถึงในบทความอยู่บ่อยๆ สมองของเราเสพติดโดปามีนมาก มันจะสั่งการให้เรารู้สึกอยากทำกิจกรรมใดๆก็ตามที่ทำให้โดปามีนหลั่งออกมาอีก และหลักการนี้แหละที่เราจะนำมาใช้กันนั่นก็คือ การทำอะไรเล็กๆให้สำเร็จเพื่อปูทางไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า

การตั้งเป้าหมายให้ใหญ่เข้าไว้ยังคงเป็นสิ่งที่ดีให้เราได้มีความมุ่งมั่นที่จะไปถึงให้ได้ แต่การที่เรารู้สึกว่าทำเท่าไรก็ไปไม่ถึงเป้าหมายใหญ่นั้นสักที ยิ่งเป็นการทำให้สมองของเราล้าและไม่อยากทำมากขึ้น โดปามีนก็ไม่หลั่งทำให้เราไม่สามารถโฟกัสกับเป้าหมายและยากที่จะเรียนรู้ถึงสิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไขจากการทำครั้งล่าสุด การจะไปให้ถึงเป้าหมายใหญ่นั้นต้องทำเป้าหมายเล็กๆอะไรบ้าง สิ่งนี้แหละที่เราต้องมานั่งพิจารณา

จริงๆแล้วเราเรียนรู้จากความสำเร็จได้ดีกว่าจากความล้มเหลว?

จากงานวิจัยของ MIT จริงๆแล้วเซลล์สมองของเราจะเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เราทำบางอย่างสำเร็จ ยกตัวอย่างจากการทดลองที่ให้ลิงดูภาพ 2 ภาพบนจอคอมพิวเตอร์ ลิงจะได้รางวัลหากภาพที่ 1 ลิงมองไปทางขวา และในภาพที่ 2 มองไปทางซ้าย ผลการทดลองพบว่าสมองของลิงจะมีการตอบสนองเมื่อทำถูกต้องและได้รับรางวัล และจะทำให้มีโอกาสในการทำถูกต้องมากขึ้นในการทดลองครั้งถัดๆไป การศึกษานี้เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะเราได้เรียนรู้ถึงการตอบสนองของสมองของเราเลย

การสะสมความสำเร็จนั้นดี ไม่ว่ามันจะเล็กแค่ไหนก็ตาม กุญแจสำคัญในการสร้าง cycle of productivity ของคุณก็คือการมีภาพความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ให้ชัดเจน แล้วตั้งเป้าหมายเล็กๆพร้อมทำเป้าหมายเหล่านั้นให้สำเร็จไปในทิศทางที่ถูกต้อง สุดท้ายวันหนึ่งภาพที่ดูยิ่งใหญ่นั้นก็จะไม่ไกลเกินที่คุณเอื้อมถึง

ไปให้ถึงจุดหมายของคุณด้วยเป้าหมายระยะสั้นสิ!

การจะเริ่ม start คือคุณต้องมีภาพความสำเร็จสุดท้ายของคุณก่อน ยกตัวอย่างเช่น การจะลดน้ำหนักให้ได้ 5 กิโลกรัม แต่การตั้งเป้าหมายเพียงเท่านี้มันใหญ่เกินไป เรามาเริ่มก้าวเล็กๆของเราโดยการตั้งเป้าหมายระยะสั้นเล็กๆให้สมองของเราได้ผลิตโดปามีนเพื่อจะช่วยขับเคลื่อนให้ไปถึงเป้าหมายใหญ่กัน เช่น ในทุกวันจะต้องกินอาหารที่มีประโยชน์อย่างน้อย 1 มื้อ และเดินให้ถึงวันละ 10,000 ก้าวเป็นอย่างต่ำทุกวัน ดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายที่ไม่ได้ช่วยในการลดน้ำหนักมากใช่ไหม แต่คุณลองทำมันให้ได้ทุกวันก่อนแล้วคุณจะเห็นว่ามีเปลี่ยนแปลงมากเพียงใด และยิ่งเราทำเป้าหมายเล็กๆสำเร็จ เราก็จะยิ่งอยากตั้งเป้าหมายให้มันท้าทายขึ้นเรื่อยๆจนสุดท้าย การลดน้ำหนัก 5 กิโลกรัมนั้นก็ไม่ยากเกินไปที่คุณจะทำได้!

เทคนิคในการตั้งเป้าหมายสั้นๆที่ได้ผลก็คือ

  1. ตั้งเป้าหมายที่คุณจะทำได้ภายใน 3 เดือนตั้งแต่วันที่ตั้ง
  2. เป็นเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องทำอะไร อย่างไร มาก/น้อยแค่ไหน สามารถทำได้จริง และช่วยส่งเสริมให้คุณดีขึ้นในด้านใดด้านหนึ่งด้วย
  3. เขียนเป้าหมายเล็กๆเหล่านั้นลงในกระดาษ และจะดีมากหากเขียนเอาไว้ในที่ที่คุณจะเห็นมันในทุกๆวัน เพราะมันจะทำให้คุณโฟกัสกับมันได้ง่าย
  4. ตั้งเป้าหมายระยะสั้นเพียงไม่กี่ข้อต่อครั้ง เพราะเป้าหมายที่เยอะเกินไปจะทำให้เราไม่สามารถโฟกัสได้ อีกทั้งเป้าหมายที่เหนือความสามารถเกินไปก็ทำให้เราเหนื่อยล้า และไปไม่ถึงมันสักที

ให้ภาพความสำเร็จนั้นเป็นปลายทางของการเดินทางของคุณ และเป้าหมายเล็กๆที่คุณจะทำได้เป็นเหมือนรถยนต์ที่จะพาคุณไปถึงจุดมุ่งหมาย เพราะถ้าไม่มีภาพความสำเร็จคุณก็เหมือนเดินทางไปเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่มีเป้าหมายเล็กๆเหล่านั้นคุณก็เหมือนไม่มีรถยนต์ที่จะไปปลายทางของคุณ เราต้องการทั้งสองสิ่งเพื่อให้สิ่งที่เราหวังไว้สำเร็จได้

ทีมงาน Bookpacker หวังว่าบทความนี้รวมถึงเทคนิคในการตั้งเป้าหมายเหล่านี้จะช่วยให้เพื่อนๆไปถึงภาพความสำเร็จใหญ่ของเพื่อนๆกันนะครับ หากอยากให้เพื่อนๆของคุณได้ทำเป้าหมายของพวกเขาสำเร็จบ้าง ช่วยกันกด share บทความนี้ไปให้พวกเขาได้อ่านกันนะครับ 🙂

อ้างอิง : https://www.entrepreneur.com/article/225356

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *